กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(วราภรณ์ ขันสมบัติ 12590069)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(ภัทรานิษฐ์ กุญแจทอง 12590059)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวชนาวาส บัววงค์) 12590013
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(นางสาว สรัสนันท์ บุญมี 12590080)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่น(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
การจัดองค์กรหมายถึงการออกแบบงานการจัดแผนกงานการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่และการประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานต่างๆในองค์กรเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้การจัดองค์กรจึงเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ (1) การออกแบบงาน (Job Design) (2) การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Orga-nizational Structure Design) (3) การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) และ (4) การประสานงาน (Coordination) 1.การออกแบบงาน (Job Design) การออกแบบงานหมายถึงการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานการที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานได้ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางแผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงาน2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกแบบโครงสร้างองค์กรหมายถึงการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กรการออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงานกล่าวคือเมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงานโดยการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้นจะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดความสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึงสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรผู้บริหารแต่ละคนสามารถใช้อำนาจหน้าที่ของตนกับใครในองค์กรได้บ้างนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ซึ่งจะระบุว่าผู้บริหารคนหนึ่งจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนเท่าใดและใครบ้างที่ขึ้นตรงกับตนเองโดยจะเรียงลำดับตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรลงไปจนถึงพนักงานระดับล่างสุดขององค์กร4.การประสานงาน (Coordination) เมื่อผู้บริหารออกแบบงานออกแบบโครงสร้างองค์กรตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กรแล้วการประสานงานถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กรเพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นผู้บริหารจำเป็นต้องวางกรอบของการประสานงานไว้ให้ชัดเจนเพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกรอบของการประสานงานที่จำเป็นได้แก่ (1) ผู้ประสานงาน (Coordina tor) (2) บทบาทและความรับผิดชอบ (Roles and Responsibilities) และ (3) กฎและระเบียบที่จำเป็น (Rules and Regulations)(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นายนภนต์ เจียรนัย 12590040)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน(นายธนพล โชครัตน์ประภา 12590033)
กระบวนการจัดองค์การ ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น (น.ส. อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(บุญธิดา กะตะศิลา12590043 )
ข้อ 2กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์2. 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่าง ๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวภิตติมาตุ์ เอื้ออรุณชัย 12590062)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวสุรีรัตน์ สระเกตุ 12590098)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(จุฬาลักษณ์ สกุลวงวาร 12590010)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(สิริกร ราชมณี 12590084)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น (ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์, 2543) ดังนี้1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกันรัญชริดา มะนุ่น 12590067
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
2. กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง แต่ละกิจกรรมมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไรตอบ : กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 การ ได้แก่1. การออกแบบงาน2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่4. การประสานงาน -การออกแบบงาน หมายถึง การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน -การออกแบบโครงสร้างองค์กร หมายถึง การออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงาน กล่าวคือ เมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงาน โดบการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆ ภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้น จะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวก รวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ หมายถึง สิทธิอันชอบธรรมของผู้บรหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งจะระบุว่าใครต้องทำงานอะไร อย่างไร โดยมีการมอบหมายงาน การมอบหมายงานที่ถูกต้อง ผู้บริหารจำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ -การประสานงาน เมื่อผู้บริหารออกแบบงาน ออกแบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรส่วนต่างๆขององค์กรแล้ว การประสานงานถือป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจำทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรมีความร่วมมือในการดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นนางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1.การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2.การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3.การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ชัชญาณ์ณัฐ ภูวิศภัทรนนท์ 12590110)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นนางสาว ภัทราพร ผังรักษ์ 12590061
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกันนางสาวดวงหทัย โฉมมา 12590029
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นนางสาวพัชรา จูเอี่ยม (12590054)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 อย่าง1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน(ณัฐชัญญา ปรินจิตต์ 12590896)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวสิตานัน หรุ่นทอง 12590082)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกันพัชมน มนต์วิมลพร 12590053
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่นสุภัทษา สนธิช่วย 12590096
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน (ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นกุลปริยา แย้มเกษร 12590005
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฎและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน(นางสาวเบญญาภา กรีรถ 12590044)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน(ศศิมา ปานชงค์ 12590077 )
กระบวนการจัดการองค์กรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ดังนี้1. วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย ในการก่อตั้งองค์การขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติกิจกรรม2. โครงสร้างองค์การต้องมีการจัดแบ่งหน่วยงานภายใน โดยอาศัยหลักการกำหนดอำนาจหน้าที่ การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเพาะอย่าง และการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การร่วมมือประสานงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์3. กระบวนการปฏิบัติงาน หมายถึง แบบอย่างหรือวิธีปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่กำหนดขึ้นไว้อย่างมีแบบแผน เพื่อให้ทุกคนในองค์การใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน4. บุคคล องค์การต้องประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิก โดยกำหนดหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้โครงสร้างที่จัดตามกระบวนการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ กระบวนการในการจัดการองค์กรนั้นมีส่วนสัมพันธ์กัน คือ ในทุกกระบวนการจะมีการทำงานที่มีการเชื่อมโยงกันเพื่อที่จะทำให้องค์กรนั้นสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้(ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นนางสาวณัฐนรี สีทองสุก 12590022
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(วริศ เอี๊ยวชัยพร 070)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(นางสาวสุชานรี เวียนมานะ 12590089)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(นางสาวคณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน 2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบและเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการผลิต หรือบริการระหว่างหน่วยงานและรวมทั้งทั่วองค์กร และต้องกำหนดผู้ปนะสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานให้ชัดเจน(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(นางสาวศศิประภา ผาดศรี 12590075)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน(น.ส.ชุติกาญจน์ ปานดารา 12590016)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย 1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร 3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ปาลิตา มนัสปัญญากุล 12590049)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(สมภพ ขุนทรง 12590079)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(วราภรณ์ ขันสมบัติ 12590069)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(ชนกนาฎ สหทรัพย์เจริญ 12590012)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
ตอบลบ-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
(อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(ภัทรานิษฐ์ กุญแจทอง 12590059)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวชนาวาส บัววงค์) 12590013
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(นางสาว สรัสนันท์ บุญมี 12590080)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่
ตอบลบ1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่น
(ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)
การจัดองค์กรหมายถึงการออกแบบงานการจัดแผนกงานการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่และการประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานต่างๆในองค์กรเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้การจัดองค์กรจึงเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ (1) การออกแบบงาน (Job Design) (2) การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Orga-nizational Structure Design) (3) การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) และ (4) การประสานงาน (Coordination)
ตอบลบ1.การออกแบบงาน (Job Design) การออกแบบงานหมายถึงการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานการที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานได้ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางแผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงาน
2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกแบบโครงสร้างองค์กรหมายถึงการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กรการออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงานกล่าวคือเมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงานโดยการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้นจะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดความสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึงสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรผู้บริหารแต่ละคนสามารถใช้อำนาจหน้าที่ของตนกับใครในองค์กรได้บ้างนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ซึ่งจะระบุว่าผู้บริหารคนหนึ่งจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนเท่าใดและใครบ้างที่ขึ้นตรงกับตนเองโดยจะเรียงลำดับตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรลงไปจนถึงพนักงานระดับล่างสุดขององค์กร
4.การประสานงาน (Coordination) เมื่อผู้บริหารออกแบบงานออกแบบโครงสร้างองค์กรตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กรแล้วการประสานงานถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กรเพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นผู้บริหารจำเป็นต้องวางกรอบของการประสานงานไว้ให้ชัดเจนเพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกรอบของการประสานงานที่จำเป็นได้แก่ (1) ผู้ประสานงาน (Coordina tor) (2) บทบาทและความรับผิดชอบ (Roles and Responsibilities) และ (3) กฎและระเบียบที่จำเป็น (Rules and Regulations)
(นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
ตอบลบ1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นายนภนต์ เจียรนัย 12590040)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
ตอบลบ-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
(นายธนพล โชครัตน์ประภา 12590033)
กระบวนการจัดองค์การ ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น (น.ส. อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)
ตอบลบกระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(บุญธิดา กะตะศิลา12590043 )
ข้อ 2
ตอบลบกระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
2. 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่าง ๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง
(อรณิชา ศรีสมัย 12590102)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวภิตติมาตุ์ เอื้ออรุณชัย 12590062)
กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวสุรีรัตน์ สระเกตุ 12590098)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(จุฬาลักษณ์ สกุลวงวาร 12590010)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(สิริกร ราชมณี 12590084)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น (ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์, 2543) ดังนี้
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
รัญชริดา มะนุ่น 12590067
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบ2. กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง แต่ละกิจกรรมมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบลบตอบ : กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 การ ได้แก่
1. การออกแบบงาน
2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร
3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่
4. การประสานงาน
-การออกแบบงาน หมายถึง การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร หมายถึง การออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงาน กล่าวคือ เมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงาน โดบการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆ ภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้น จะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวก รวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ หมายถึง สิทธิอันชอบธรรมของผู้บรหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งจะระบุว่าใครต้องทำงานอะไร อย่างไร โดยมีการมอบหมายงาน การมอบหมายงานที่ถูกต้อง ผู้บริหารจำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่
-การประสานงาน เมื่อผู้บริหารออกแบบงาน ออกแบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรส่วนต่างๆขององค์กรแล้ว การประสานงานถือป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจำทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรมีความร่วมมือในการดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
นางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1.การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2.การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3.การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ชัชญาณ์ณัฐ ภูวิศภัทรนนท์ 12590110)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
นางสาว ภัทราพร ผังรักษ์ 12590061
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
นางสาวดวงหทัย โฉมมา 12590029
ตอบลบกระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
นางสาวพัชรา จูเอี่ยม (12590054)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 อย่าง
ตอบลบ1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน
(ณัฐชัญญา ปรินจิตต์ 12590896)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวสิตานัน หรุ่นทอง 12590082)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
พัชมน มนต์วิมลพร 12590053
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่
ตอบลบ1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่น
สุภัทษา สนธิช่วย 12590096
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
กุลปริยา แย้มเกษร 12590005
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
ตอบลบ-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฎและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
(นางสาวเบญญาภา กรีรถ 12590044)
กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
ตอบลบประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน
(ศศิมา ปานชงค์ 12590077 )
กระบวนการจัดการองค์กรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ดังนี้
ตอบลบ1. วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย ในการก่อตั้งองค์การขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติกิจกรรม
2. โครงสร้างองค์การต้องมีการจัดแบ่งหน่วยงานภายใน โดยอาศัยหลักการกำหนดอำนาจหน้าที่ การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเพาะอย่าง และการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การร่วมมือประสานงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
3. กระบวนการปฏิบัติงาน หมายถึง แบบอย่างหรือวิธีปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่กำหนดขึ้นไว้อย่างมีแบบแผน เพื่อให้ทุกคนในองค์การใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน
4. บุคคล องค์การต้องประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิก โดยกำหนดหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้โครงสร้างที่จัดตามกระบวนการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
กระบวนการในการจัดการองค์กรนั้นมีส่วนสัมพันธ์กัน คือ ในทุกกระบวนการจะมีการทำงานที่มีการเชื่อมโยงกันเพื่อที่จะทำให้องค์กรนั้นสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
(ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
ตอบลบ-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
(สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
นางสาวณัฐนรี สีทองสุก 12590022
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(วริศ เอี๊ยวชัยพร 070)
ตอบลบกระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(นางสาวสุชานรี เวียนมานะ 12590089)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(ณัฐฌา ปักกัง 12590019)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(นางสาวคณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)
กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน
2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบและเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการผลิต หรือบริการระหว่างหน่วยงานและรวมทั้งทั่วองค์กร และต้องกำหนดผู้ปนะสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานให้ชัดเจน
(นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(นางสาวศศิประภา ผาดศรี 12590075)
กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
ตอบลบ1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
- คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
- ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
- การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
(น.ส.ชุติกาญจน์ ปานดารา 12590016)
กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
ตอบลบ-การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
-การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
-การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
(นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(ปาลิตา มนัสปัญญากุล 12590049)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(สมภพ ขุนทรง 12590079)
กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
ตอบลบ1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
(ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)