วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562

2.กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง แต่ละกิจกรรมมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร

54 ความคิดเห็น:

  1. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)

    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้ 

    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ 

    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้



    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้ 
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้) 
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้ 

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (วราภรณ์ ขันสมบัติ 12590069)

    ตอบลบ
  2. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (นางสาวสิริรัตน์ ศิริพรทุม 12590086)

    ตอบลบ
  3. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (ชนกนาฎ​ สหทรัพย์เจริญ 12590012)

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ27 สิงหาคม 2562 เวลา 08:52

    กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
    -การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
    -การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
    (อภิษฐา เนียมศิริ 12590101)

    ตอบลบ
  5. กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (ภัทรานิษฐ์ กุญแจทอง 12590059)

    ตอบลบ
  6. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ

    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้



    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวชนาวาส บัววงค์) 12590013

    ตอบลบ
  7. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)

    ตอบลบ
  8. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ

    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้



    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวณัฐพร ทองปลิว 12590024)

    ตอบลบ
  9. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น

    (นางสาว สรัสนันท์ บุญมี 12590080)

    ตอบลบ
  10. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่
    1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
    4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่น
    (ปวีณา เกตุแย้ม 12590047)

    ตอบลบ
  11. การจัดองค์กรหมายถึงการออกแบบงานการจัดแผนกงานการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่และการประสานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานต่างๆในองค์กรเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้การจัดองค์กรจึงเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ (1) การออกแบบงาน (Job Design) (2) การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Orga-nizational Structure Design) (3) การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) และ (4) การประสานงาน (Coordination)
    1.การออกแบบงาน (Job Design) การออกแบบงานหมายถึงการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานการที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานได้ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางแผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งงาน
    2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกแบบโครงสร้างองค์กรหมายถึงการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กรการออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงานกล่าวคือเมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงานโดยการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้นจะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดความสะดวกรวดเร็วและได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) อำนาจหน้าที่ (Authority) หมายถึงสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรผู้บริหารแต่ละคนสามารถใช้อำนาจหน้าที่ของตนกับใครในองค์กรได้บ้างนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสายการบังคับบัญชา (Chain of Command) ซึ่งจะระบุว่าผู้บริหารคนหนึ่งจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนเท่าใดและใครบ้างที่ขึ้นตรงกับตนเองโดยจะเรียงลำดับตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรลงไปจนถึงพนักงานระดับล่างสุดขององค์กร
    4.การประสานงาน (Coordination) เมื่อผู้บริหารออกแบบงานออกแบบโครงสร้างองค์กรตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กรแล้วการประสานงานถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กรเพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นผู้บริหารจำเป็นต้องวางกรอบของการประสานงานไว้ให้ชัดเจนเพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกรอบของการประสานงานที่จำเป็นได้แก่ (1) ผู้ประสานงาน (Coordina tor) (2) บทบาทและความรับผิดชอบ (Roles and Responsibilities) และ (3) กฎและระเบียบที่จำเป็น (Rules and Regulations)
    (นางสาวอัมรินทร์ เกมอ 12590105)

    ตอบลบ
  12. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ

    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน

    (ศิฌาวี เรือนปัญจะ 12590078)

    ตอบลบ
  13. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (นางสาวปรมาพร สิงขรรัตน์ 12590046)

    ตอบลบ
  14. กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นายนภนต์ เจียรนัย 12590040)

    ตอบลบ
  15. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
    -การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
    -การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
    (นายธนพล โชครัตน์ประภา 12590033)

    ตอบลบ
  16. กระบวนการจัดองค์การ ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวกรกนก จันทร์พันธุ์ 12590003)

    ตอบลบ
  17. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น (น.ส. อังคณา พิทักษ์สุข 12590104)

    ตอบลบ

  18. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(วิลาสินี เกตุแก้ว12590073)

    ตอบลบ
  19. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)

    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้

    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ

    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (น.ส.ดารารัตน์ ดาสาลี 12590030)

    ตอบลบ
  20. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (บุญธิดา กะตะศิลา12590043 )

    ตอบลบ
  21. ข้อ 2
    กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing) ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
    2. 2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่าง ๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง
    (อรณิชา ศรีสมัย 12590102)

    ตอบลบ
  22. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวภิตติมาตุ์ เอื้ออรุณชัย 12590062)

    ตอบลบ
  23. กระบวนการจัดองค์การ(Process of Organizing)ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน

    (นางสาวสุรีรัตน์ สระเกตุ 12590098)

    ตอบลบ
  24. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (จุฬาลักษณ์ สกุลวงวาร 12590010)

    ตอบลบ
  25. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน

    (สิริกร ราชมณี 12590084)

    ตอบลบ
  26. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น (ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์, 2543) ดังนี้
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน

    รัญชริดา มะนุ่น 12590067

    ตอบลบ
  27. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  28. 2. กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยกิจกรรมใดบ้าง แต่ละกิจกรรมมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร
    ตอบ : กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 การ ได้แก่
    1. การออกแบบงาน
    2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร
    3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่
    4. การประสานงาน
    -การออกแบบงาน หมายถึง การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร หมายถึง การออกแบบโครงสร้างองค์กรเป็นขั้นตอนที่ 2 ของกระบวนการจัดองค์กรต่อจากการออกแบบงาน กล่าวคือ เมื่อผู้บริหารได้ดำเนินการออกแบบงาน โดบการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาว่าตำแหน่งงานต่างๆ ภายในองค์กรที่กำหนดไว้นั้น จะสามารถนำมาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่อย่างไรจึงจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวก รวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ หมายถึง สิทธิอันชอบธรรมของผู้บรหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งจะระบุว่าใครต้องทำงานอะไร อย่างไร โดยมีการมอบหมายงาน การมอบหมายงานที่ถูกต้อง ผู้บริหารจำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่
    -การประสานงาน เมื่อผู้บริหารออกแบบงาน ออกแบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรส่วนต่างๆขององค์กรแล้ว การประสานงานถือป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจำทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลและหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรมีความร่วมมือในการดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    นางสาวสุดารัตน์ สุขสาม (รหัส 12590090)

    ตอบลบ
  29. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1.การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2.การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3.การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น(ชัชญาณ์ณัฐ ภูวิศภัทรนนท์ 12590110)

    ตอบลบ
  30. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    นางสาว ภัทราพร ผังรักษ์ 12590061

    ตอบลบ
  31. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    นางสาวดวงหทัย โฉมมา 12590029

    ตอบลบ

  32. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    นางสาวพัชรา จูเอี่ยม (12590054)

    ตอบลบ
  33. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 อย่าง
    1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
    4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน

    (ณัฐชัญญา ปรินจิตต์ 12590896)

    ตอบลบ
  34. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวสิตานัน หรุ่นทอง 12590082)

    ตอบลบ
  35. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)
    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น
    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
    2. ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibility) ระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้



    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้ plan ไว้ในขั้นแรก เพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งออกแบบไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้ แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำ พร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้ เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้

    3. จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship) การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้ง มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    พัชมน มนต์วิมลพร 12590053

    ตอบลบ
  36. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่
    1.การออกแบบงาน คือการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงานองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
    4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน เพื่อให้ภายในองค์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆ อย่างสอดคล้องกัรเพื่อให้ปฏิบัติงานราบรื่น
    สุภัทษา สนธิช่วย 12590096

    ตอบลบ
  37. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (ศศิพิมพ์ ชัยกุลพัฒนา 12590076)

    ตอบลบ
  38. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น


    กุลปริยา แย้มเกษร 12590005

    ตอบลบ
  39. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
    -การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
    -การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฎและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
    (นางสาวเบญญาภา กรีรถ 12590044)

    ตอบลบ
  40. กระบวนการจัดองค์การ (Process of Organizing)

    ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้

    1. พิจารณาแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ขั้นต่อมาก็คือ การจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรจะรวมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัด และตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2.การออกแบบโครงสร้างองค์กร คือการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    3.การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ อำนาจหน้าที่ คือสิทธิอันชอบธรรมของผู้บริหารในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
    4.การประสานงาน ซึ่งผู้บริหารต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงาน

    (ศศิมา ปานชงค์ 12590077 )

    ตอบลบ
  41. กระบวนการจัดการองค์กรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ ดังนี้
    1. วัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย ในการก่อตั้งองค์การขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติกิจกรรม
    2. โครงสร้างองค์การต้องมีการจัดแบ่งหน่วยงานภายใน โดยอาศัยหลักการกำหนดอำนาจหน้าที่ การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเพาะอย่าง และการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การร่วมมือประสานงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
    3. กระบวนการปฏิบัติงาน หมายถึง แบบอย่างหรือวิธีปฏิบัติกิจกรรมหรืองานที่กำหนดขึ้นไว้อย่างมีแบบแผน เพื่อให้ทุกคนในองค์การใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน
    4. บุคคล องค์การต้องประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิก โดยกำหนดหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้โครงสร้างที่จัดตามกระบวนการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
    กระบวนการในการจัดการองค์กรนั้นมีส่วนสัมพันธ์กัน คือ ในทุกกระบวนการจะมีการทำงานที่มีการเชื่อมโยงกันเพื่อที่จะทำให้องค์กรนั้นสามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
    (ปิยาภรณ์ ชินวงค์พรหม 12590051)

    ตอบลบ
  42. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
    -การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
    -การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
    (สุรีรัตน์ ศักดิ์ภิรมย์ 12590954)

    ตอบลบ
  43. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น

    นางสาวณัฐนรี สีทองสุก 12590022

    ตอบลบ
  44. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (วริศ เอี๊ยวชัยพร 070)

    ตอบลบ

  45. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1.พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2.ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3.จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (นางสาวสุชานรี เวียนมานะ 12590089)

    ตอบลบ
  46. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (ณัฐฌา ปักกัง 12590019)

    ตอบลบ
  47. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (นางสาวคณภัทร์ ศิริโยธิน 12590108)

    ตอบลบ
  48. กระบวนการจัดองค์กรประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน
    2. การออกแบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว และได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบและเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการผลิต หรือบริการระหว่างหน่วยงานและรวมทั้งทั่วองค์กร และต้องกำหนดผู้ปนะสานงานบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานให้ชัดเจน
    (นางสาวอรวี ศรีวิโน 12590103)

    ตอบลบ
  49. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (นางสาวศศิประภา ผาดศรี 12590075)

    ตอบลบ
  50. กระบวนการจัดองค์การประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้น ดังนี้
    1. พิจารณาการแยกประเภทงาน จัดกลุ่มงาน และออกแบบงานสำหรับผู้ทำงานแต่ละคน (Identification of Work & Grouping Work) ก่อนอื่นผู้บริหารจะต้องพิจารณาตรวจสอบแยกประเภทดูว่า กิจการของตนนั้นมีงานอะไรบ้างที่จะต้องจัดทำเพื่อให้กิจการได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขั้นต่อมาก็คือการจัดกลุ่มงานหรือจำแนกประเภทงานออกเป็นประเภท โดยมีหลักที่ว่างานที่เหมือนกันควรร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการของการแบ่งงานกันทำ โดยการจัดจำแนกงานตามหน้าที่แต่ละชนิดออกเป็นกลุ่มๆ ตามความถนัดและตามความสามารถของผู้ที่จะปฏิบัติ
    2 ทำคำบรรยายลักษณะงาน (Job Description & Delegation of Authority & Responsibil
    - คำบรรยายลักษณะงานระบุขอบเขตของงานและมอบหมายงาน พร้อมทั้งกำหนดความรับผิดชอบ และให้อำนาจหน้าที่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
    - ระบุให้เห็นถึงขอบเขตของงานที่แบ่งให้สำหรับแต่ละคนตามที่ได้วางแผน (Pan) ไว้ในขั้นแรกเพื่อให้ทราบว่า งานแต่ละชิ้นที่ได้แบ่งไว้นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ชนิดไหน มีขอบเขตและปริมาณมากน้อยแค่ไหน โดยการระบุชื่อเป็นตำแหน่งพร้อมกับให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานชิ้นนั้นเอาไว้
    - ขั้นต่อมา ผู้บริหารก็จะดำเนินการพิจารณามอบหมาย (Delegation) ให้แก่ผู้ทำงานในระดับรองลงไป (สำหรับงานที่มอบหมายได้)
    - การมอบหมายงานประกอบด้วยการกำหนดความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับงานที่มอบหมายให้ทำพร้อมกันนั้นก็มอบหมายอำนาจหน้าที่ (Authority) ให้เพื่อใช้สำหรับการทำงานตามความรับผิดชอบ (Responsibility) ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นไปได้
    3 จัดวางความสัมพันธ์ (Establishment of Relationship)การจัดวางความสัมพันธ์จะทำให้ทราบว่า ใครต้องรายงานต่อใคร เพื่อให้งานส่วนต่างๆ ดำเนินไปโดยปราศจากข้อขัดแย้งมีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานมุ่งไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน
    (น.ส.ชุติกาญจน์ ปานดารา 12590016)

    ตอบลบ
  51. กระบวนการจัดองค์กร ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 4 ประการ ได้แก่ การออกแบบงาน การออกแบบโครงสร้างองค์กร การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และการประสานงาน
    -การออกแบบงาน เป็นการกำหนดภาระหน้าที่และความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในแต่ละตำแหน่งงาน โดยปกติแล้วองค์กรจะเริ่มต้นออกแบบงานด้วยการกำหนดเนื้องานตามความชำนาญเฉพาะด้าน จากนั้นจึงอาจมีการหมุนเวียนงาน การขยายขอบเขตงาน และการเพิ่มคุณค่างานแล้วแต่กรณี เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีเนื้องานที่เหมาะสม มีความพึงพอใจในการทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -การออกแบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำแหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่องค์กรธุรกิจโดยทั่วไปมีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์กร 4 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างตามหน้าที่ ธุรกิจ โครงสร้างตามการตลาดโครงสร้างแบบผสม และโครงสร้างเชิงซ้อน โครงสร้างองค์กรแบบต่างๆมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้โครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับบจากด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน ประโยชน์ทางการตลาด และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน
    -การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสมาชิกขององค์กรรับทราบสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนผู้บริหารแต่ละคนมีขอบเขตการบริหารที่เหมาะสมและสามารถมอบหมายงานตลอดจนกระจายอำนาจได้สอดคล้องกับสถานการณ์ขององค์กรนั้นๆ
    -การประสานงาน ซึ่งต้องมีการกำหนดผู้ประสานงานเบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประสานงานตลอดจนกฏและระเบียบที่จำเป็นให้ชัดเจน
    (นางสาวเอเซีย พิทยาพละ 12590112)

    ตอบลบ
  52. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (ปาลิตา มนัสปัญญากุล 12590049)

    ตอบลบ
  53. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (สมภพ ขุนทรง 12590079)

    ตอบลบ
  54. กระบวนการจัดองค์กร (Organizing Process) ประกอบด้วย
    1. การออกแบบงาน(Job Design) การกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเน่งงาน การที่ผู้บริหารจะสามารถกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบสำหรับสมาชิกขององค์กรในเเต่ละตำเเหน่งได้ ผู้บริหารจำเป็นต้องนำรายละเอียดต่างๆที่กำหนดไว้จากการวางเเผนมาเป็นกรอบในการกำหนดภาระหน้าที่เเละความรับผิดชอบของเเต่ละตำเเหน่งงาน
    2. การออกเเบบโครงสร้างองค์กร (Organizational Structure Design) การออกเเบบโครงสร้างองค์กร เป็นการจัดกลุ่มตำเเหน่งงานต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็ว เเละได้รับผลตามเป้าหมายขององค์กร
    3. การจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ (Authority Allocation) การมอบหมายงานที่ถูกต้อง จำเป็นต้องมอบทั้งภาระหน้าที่ความรับผิดชอยบ เเละอำนาจหน้าที่ ให้เเก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่จะกระจายอำนาจหน้าที่ ของตนออกไปมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบเเละเหมาะสมกับสถานการณ์
    4.การประสานงาน (Coordination) ผู้บริหารออกเเบบงาน ออกเเบบโครงสร้างองค์กร ตลอดจนจัดเเบ่งอำนาจหน้าที่ของบุคลากรในส่วนต่างๆขององค์กร การประสานงานเป็นขั้นตอนุดท้ายในกระบวนการจัดองค์กร เพื่อให้ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลเเละหน่วยงานต่างๆภายในอง์กรมีความร่วมมือที่จะดำเนินงานต่างๆอย่างสอดคล้องกันเพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่น
    (ธนสิทธิ์ อาจอ่อนศรี 12590036)

    ตอบลบ